ผมทีปัน ที พาที
ผมเป็นเด็กสมุทรปราการคนหนึ่ง ที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีธุรกิจโรงงานฟอกหนัง
หากมองจากภายนอก ชีวิตของผมก็ดูเหมือนเด็กที่โชคดีคนหนึ่ง บ้านมีอันจะกิน ได้กินของดี ๆ ได้ท่องเที่ยว และแทบไม่เคยลำบากเรื่องเงิน
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองขาดบางอย่างที่สำคัญมาก นั่นคือความรัก ความอบอุ่น และการมีผู้ใหญ่คอยสอนให้เข้าใจชีวิต
เมื่อมองย้อนกลับไป ผมไม่ได้โทษใครนะครับ ทุกคนคงทำดีที่สุดแล้วในแบบที่ตัวเองมี แต่ผลลัพธ์ก็คือ ผมเติบโตมาโดยไม่ค่อยรู้จักตัวเอง และไม่ค่อยรู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร
หลายครั้งผมรู้สึกเหมือนคนอื่นดูรู้วิธีเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ยกเว้นผม ผมเหมือนผู้ใหญ่ที่โตแต่ตัว แต่ไม่มีคู่มือการใช้ชีวิตติดตัวมาเลย
วัยเด็กของผมหมดไปกับการใช้ชีวิตไปวัน ๆ โดยแทบไม่เคยคิดจริงจังเลยว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร หรือควรเตรียมตัวอย่างไรสำหรับอนาคต
จนวันหนึ่ง ผมสอบติดคณะวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ผมไม่ได้เก่งวิทยาศาสตร์เลยด้วยซ้ำ แต่เพราะไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร และไม่อยากเริ่มต้นใหม่ ผมจึงเลือกเดินต่อไปในเส้นทางนั้น
ตลอดช่วงมหาวิทยาลัย ผมเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงมาก ผมไม่เข้าใจการเข้าสังคม ไม่รู้ว่าจะสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างไร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรใช้ชีวิตแบบไหน
ผมแทบไม่มีเพื่อนในภาควิชาเลย และแม้จะมีเพื่อนดี ๆ อยู่บ้าง ผมก็ยังรู้สึกลึก ๆ ว่ามีบางอย่างผิดปกติกับชีวิตของตัวเอง จนวันหนึ่ง ก็มีเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล
วันนั้น ผมเดินเข้าไปในกองกิจการนักศึกษาเหมือนทุกวัน เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเรียกผมเข้าไปหา แล้วขอให้ผมช่วยทำการบ้านให้ลูกของเขา ซึ่งเป็นเด็กอายุประมาณสิบขวบ ผมยิ้มรับและช่วยตามปกติ แต่ข้างในกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
ตอนนั้นผมรู้สึกอับอายมาก ไม่ใช่เพราะมีใครดูถูกผม แต่เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า ตัวเองอาจยังเป็นเด็กในหลายด้านของชีวิตจริง ๆ
ผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่กลับไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร และไม่รู้ว่าจะสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างไร
ระหว่างเดินกลับ ผมจำได้ว่ารู้สึกทั้งเจ็บปวด สับสน และว่างเปล่า มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายได้ยาก เหมือนวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าเราหลงทางมานานกว่าที่คิด
หลังจากนั้น จิตใจของผมก็ค่อย ๆ พังทลายลง และในที่สุด ผมก็ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ผมรักษาด้วยยา พบจิตแพทย์ และใช้เวลาหลายปีในการพยายามทำความเข้าใจตัวเอง
ในช่วงเวลานั้น ผมได้รู้จักพระเยซูคริสต์ และได้รับการเยียวยาหลายอย่างในจิตใจ แม้อาการซึมเศร้าจะดีขึ้น แต่ผมยังคงมีปัญหาเรื่องความวิตกกังวลในการเข้าสังคมอยู่ ผมจึงเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องตัวเองอย่างจริงจัง
ผมไปพบนักจิตวิทยา อ่านหนังสือ เรียนการแสดง ศึกษาเรื่องการสื่อสาร และค่อย ๆ ฝึกใช้ชีวิตในโลกจริงทีละนิด
ผมใช้เวลาหลายปีในการเรียนรู้สิ่งที่หลายคนอาจเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก นั่นคือ การรู้จักตัวเอง การใช้ชีวิต และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คน
เมื่อเวลาผ่านไป ผมค้นพบว่า การเปลี่ยนแปลงชีวิตไม่ได้เกิดจากการรักษาเพียงอย่างเดียว แต่มันเกิดจากการค่อย ๆ ปรับวิถีชีวิตของตัวเองใหม่
ผมเริ่มสังเกตตัวเองมากขึ้น เรียนรู้ว่าอะไรทำให้มีพลัง อะไรทำให้เหนื่อยล้า เรียนรู้ว่าตัวเองให้คุณค่ากับอะไร และอยากใช้ชีวิตแบบไหน
ผมค่อย ๆ ปรับกิจวัตร การทำงาน การพักผ่อน ความเชื่อ และความสัมพันธ์รอบตัว ให้สอดคล้องกับตัวเองมากขึ้น
ทุกวันนี้ ผมใช้ชีวิตช้าลงกว่าเมื่อก่อนมาก ผมให้ความสำคัญกับการพักผ่อน สุขภาพ ความเชื่อ และการได้ใช้เวลากับผู้คนที่รัก
ผมไม่ได้อยากใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่อยากใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับตัวเองมากขึ้น เพราะผมค้นพบว่า ชีวิตที่ดี อาจไม่ใช่ชีวิตที่ประสบความสำเร็จที่สุด แต่เป็นชีวิตที่เรารู้สึกเป็นตัวของตัวเอง และมีความหมายสำหรับเรา
และผมค้นพบว่า หลายครั้ง ปัญหาความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนอื่น อาจเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่เรามีกับตัวเองก่อน
เมื่อมองย้อนกลับไป ผมพบว่า ปัญหาของผมไม่ใช่การเป็นคนขี้อาย หรือการเข้าสังคมไม่เก่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการที่ผมไม่รู้จักตัวเอง และไม่เคยเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกับตัวเองเลย และเมื่อเราไม่รู้จักตัวเอง เราก็มักจะใช้ชีวิตอย่างสับสน เมื่อชีวิตสับสน ความสัมพันธ์ก็มักจะสับสนตามไปด้วย
สิ่งที่ผมค้นพบก็คือ ชีวิตที่ดีอาจเริ่มต้นจากเรื่องเรียบง่ายสามอย่าง การรู้จักตัวเอง การออกแบบวิถีชีวิตที่เหมาะกับตัวเอง และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนรอบข้าง
ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่มันเป็นทักษะที่เรียนรู้และฝึกฝนได้
ผมรู้ดีว่าการรู้สึกแปลกแยก การไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับคนอื่น หรือการรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติกับตัวเองนั้นโดดเดี่ยวแค่ไหน
และถ้าประสบการณ์ของผมช่วยให้ใครสักคนรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เดินอยู่ลำพัง ผมคิดว่าสิ่งที่ผมผ่านมาทั้งหมดก็คงไม่สูญเปล่า
วันนี้ ผมจึงอยากสร้างพื้นที่สำหรับคนที่กำลังพยายามรู้จักตัวเอง ออกแบบชีวิตในแบบที่เหมาะกับตัวเอง และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนรอบข้าง
ไม่ใช่เพราะผมมีคำตอบทุกอย่าง แต่เพราะผมเคยยืนอยู่ตรงนั้นมาก่อน ผมเชื่อว่า ไม่มีใครเกิดมาพร้อมคู่มือการใช้ชีวิต แต่เราทุกคนสามารถค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเอง ใช้ชีวิตในแบบที่เหมาะกับเรา และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้
และเราไม่จำเป็นต้องเดินทางนี้เพียงลำพัง
